ก้าวที่สองของ ควิวีน

ก้าวที่สองของ ควิวีน

ก้าวที่สองของ ควิวีน

ก้าวที่สองของ ควิวีน

ก้าวที่สองของ ควิวีน

ก้าวที่ 2 : ได้เหรียญแชมป์ยุโรป แต่ไร้เหรียญแชมป์พรีเมียร์ลีก

ฝีไม้ลายมือของ ควิวีน ในวัย 16 ปี พัฒนาอย่างรวดเร็วจนได้เล่นให้กับทีมชาติไอร์แลนด์ รุ่นอายุไม่เกิน 17 ปี เมื่อปี 2015 ในศึกยู-17 ชิงแชมป์ยุโรป ที่บัลแกเรีย ก่อนที่ผลงานจะเข้าตาแมวมองจนได้เซ็นสัญญาเข้าสู่ทีมอะคาเดมีของ ลิเวอร์พูล ในช่วงซัมเมอร์ปีนั้นเอง

 

ก่อนหน้านั้น 2 ปี เขาก็เคยได้รับความสนใจจาก แอสตัน วิลลา กับ แบล็คเบิร์น โรเวอร์ส มาแล้ว แต่ยังไม่รีบตัดสินใจเพื่อรอเวลาที่พร้อมที่สุดก่อน แต่หากนับกันจริงๆ แล้ว เคลเลเฮอร์ ใช้เวลาเพียง 3 ปีในการเล่นตำแหน่งผู้รักษาประตูก่อนมาลงเอยกับทีมดังจากเมอร์ซีย์ไซด์

ในช่วงปีแรกของเขากับ “หงส์แดง” เยอร์เกน คลอปป์ กุนซือเลือดใหม่ไฟแรงที่เพิ่งสร้างชื่อกับ โบรุสเซีย ดอร์ทมุนด์ จนสะท้านเวทียุโรป ก็เข้ามารับงานในถิ่นแอนฟิลด์ต่อจาก เบรนแดน ร็อดเจอร์ส ก่อนที่ช่วงซัมเมอร์ปี 2018 คลอปป์ จะหนีบเจ้าหนูควิวีนติดทีมไปร่วมทัวร์อุ่นเครื่องปรี-ซีซั่นที่สหรัฐอเมริกา และให้โอกาสลงสนามด้วย

 

เมื่อกลับมาถึงอังกฤษในเดือนสิงหาคม เขาจึงไม่ลังเลที่จะต่อสัญญาออกไปจนถึงฤดูร้อน ปี 2022 เพราะเชื่อว่าเวลาของเขาในทีมลิเวอร์พูล ชุดใหญ่ น่าจะมาถึงในไม่ช้า และในฤดูกาล 2018-2019 เขาก็ถูกดันขึ้นมาเป็นผู้รักษาประตูมือ 3 ต่อจาก อลิสสัน กับ ซิมง มิโญเลต์ ซึ่งการได้ซ้อมร่วมกับนายด่านชั้นยอดของโลกก็ทำให้เขาซึมซับวิชาและยกระดับฝีมือขึ้นมาทีละขั้น

กระทั่งวันที่ 1 มิถุนายน ปี 2019 เคลเลเฮอร์ ได้มีชื่อบนม้านั่งสำรองใน ยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก รอบชิงชนะเลิศ ที่เอาชนะ

สเปอร์ส ทีมร่วมพรีเมียร์ลีก 2-0 คว้าแชมป์ยุโรปสมัยที่ 6 มาครอง ทำให้เขาได้รับเหรียญแชมป์รายการใหญ่ที่สุดในชีวิตมาคล้องคอเป็นเกียรติประวัติให้ตัวเอง และเป็นนักฟุตบอลชาวไอร์แลนด์คนแรกในรอบ 11 ปีที่ได้สัมผัสแชมป์รายการนี้ต่อจาก จอห์น โอเช ที่คว้าแชมป์กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ในฤดูกาล 2007-2008 และเป็นคนที่ 12 ในประวัติศาสตร์

 

แต่เส้นทางของนายทวารเลือดยักษ์เขียวไม่ได้โรยด้วยกลีบกุหลาบอย่างที่คิด แม้ มิโญเลต์ จะสละตำแหน่งมือ 2 เพื่อกลับเบลเยียมไปรับโอกาสลงเล่นอย่างต่อเนื่องอีกครั้งกับ คลับ บรูช ทีมชั้นนำของบ้านเกิด แต่ “หงส์แดง” เลือกที่จะคว้า อาเดรียน ที่เพิ่งหมดสัญญากับ เวสต์แฮม ยูไนเต็ด มาเป็นตัวสแตนด์บายต่อจาก อลิสสัน แทนที่จะขยับ เคลเลเฮอร์ ให้ขึ้นมาจากมือ 3

จากนั้นโอกาสที่ เคลเลเฮอร์ ได้รับก็มีแค่การเฝ้าเสาในบอลถ้วยเพียง 4 นัดตลอดฤดูกาล 2019-2020 โดยไม่ได้ลงเล่นในพรีเมียร์ลีกที่สโมสรกลับมาผงาดคว้าแชมป์ลีกสูงสุดของเมืองผู้ดีเป็นครั้งแรกในรอบ 30 ปีเลยแม้แต่เกมเดียว ถึงจะได้อยู่ร่วมฉลองความสำเร็จในวันมอบถ้วย แต่เขากลับไม่ได้เหรียญแชมป์มาคล้องคอ เนื่องจากกฎพรีเมียร์ลีกระบุว่านักเตะที่มีสิทธิ์รับเหรียญต้องได้ลงสนามอย่างน้อย 5 นัดในฤดูกาลนั้น

อย่างไรก็ตาม ดูเหมือน คลอปป์ จะเข้าใจความรู้สึกของเจ้าหนูควิวีนเป็นอย่างดีด้วยการออกมาพูดถึงเรื่องที่ไม่ได้เหรียญแชมป์ลีกว่า “คนอื่นอาจไม่เข้าใจว่าทุกคนในทีมมีความสำคัญกับการคว้าแชมป์อย่างไร ต่อให้คุณไม่ได้เล่นสักเกม คุณก็สมควรได้รับเหรียญ หากคุณเป็นผู้รักษาประตูแล้วไม่ได้ลงสนาม คุณก็ยังสมควรได้เหรียญอยู่ดี เพราะคุณต้องซ้อมกับทีมไม่ต่ำกว่า 5 ล้านครั้งตลอดทั้งปี และถ้าคุณไม่ได้ซ้อมในมาตรฐานที่สูงที่สุด คุณก็ไม่มีทางได้แชมป์”

“ดังนั้น ถึงบางคนจะตัดสินว่าใครก็ตามที่จะได้รับเหรียญต้องลงเล่นอย่างน้อย 5 เกม แต่พวกเขาเหล่านี้สมควรได้รับเหรียญแชมป์อย่างแน่นอน 100 เปอร์เซ็นต์ ถ้าผมสามารถผลิตเหรียญนั้นได้ด้วยตัวเอง”

คำพูดดังกล่าวแสดงให้เห็นว่า เคลเลเฮอร์ ยังอยู่ในสายตาของ คลอปป์ ซึ่งเจ้าตัวก็เปิดใจผ่าน คอร์ก 96 เอฟเอ็ม สถานีวิทยุที่บ้านเกิดว่า “ผมมีความสุขดีกับสิ่งที่ผ่านมา ทุกๆ ปีผมคิดว่าผมได้พัฒนาฝีมือตัวเองมากขึ้นเรื่อยๆ และการได้ขึ้นสู่ทีมชุดใหญ่ก็เป็นก้าวที่สำคัญสำหรับผม แม้ฤดูกาลนี้จะได้ลงเล่นไม่กี่นัด แต่มันก็มีค่ามากมายสำหรับผมแล้ว ตอนนี้ผมคิดแค่ว่าจะทำอย่างไรให้ตัวเองเก่งขึ้นและดีขึ้นกว่าเดิมเท่านั้น”

ความมุ่งมั่น, อดทน และทัศนคติ ที่มือกาวไอริชแสดงออกมา นับเป็นพลังงานด้านบวกที่ขับเคลื่อนให้เขาเดินหน้าต่อไปอย่างไม่ย่อท้อ เพื่อรอเวลาที่จะเอาชนะใจกุนซือชาวเยอรมันและได้รับโอกาสที่เฝ้าคอยมานาน

อันที่จริงเมื่อต้นปีนี้ เคลเลเฮอร์ เกือบถูกปล่อยให้ทีมในศึกแชมเปียนชิพ เช่น เปรสตัน นอร์ธเอนด์ ยืมตัวไปใช้งานด้วยซ้ำ ส่วนช่วงซัมเมอร์ที่ผ่านมาก็ยังได้รับความสนใจจากสโมสรในลีกรอง แต่ท้ายที่สุด ลิเวอร์พูล เลือกที่จะปล่อย คามิล กราบารา ผู้รักษาประตูทีมชาติโปแลนด์ ชุดยู-21 ให้ อาร์ฮุส ทีมจากเดนมาร์กยืมตัวไปแทนที่จะเป็นเขา

ก้าวที่ 3 : เปิดศึก “อาเดรียน” ชิงตำแหน่งมือ 2 ของ ลิเวอร์พูล

เมื่อเข้าสู่ฤดูกาล 2020-2021 โอกาสของ เคลเลเฮอร์ อาจจะยังมาไม่ถึง เพราะเขายังมีสถานะเป็นเพียงผู้รักษาประตูมือ 3 เหมือนเดิม โดยในเกมพรีเมียร์ลีก นัดที่ 4 ซึ่ง ลิเวอร์พูล บุกไปเยือน แอสตัน วิลลา เมื่อวันที่ 4 ตุลาคม อลิสสัน เกิดเจ็บไหล่อย่างกะทันหันในระหว่างการวอร์มก่อนเกม แต่คนที่ถูกเลือกให้ทำหน้าที่แทนก็ยังเป็น อาเดรียนอยู่ดี

กระนั้น มือ 2 ชาวสเปนกลับไม่สามารถทำให้ คลอปป์ อุ่นใจได้อีกครั้ง หลังก่อความผิดพลาดเล็กๆ น้อยๆ ที่นำไปสู่การเสียประตูหลายหนจนโดน วิลลา ไล่ถลุงหมดสภาพถึง 7-2 เหมือนที่เคยเกิดขึ้นในช่วงต่อเวลาพิเศษของศึกยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก รอบ 16 ทีม นัดที่ 2 เมื่อวันที่ 11 มีนาคม จนถูก แอตเลติโก มาดริด บุกมาชนะถึงถิ่นแอนฟิลด์ 3-2 ตกรอบไปแบบเจ็บแสบ

 

1 ธันวาคมที่ผ่านมาในเกมยูฟ่า แชมเปียนส์ลีก รอบแบ่งกลุ่ม นัดที่ 5 ซึ่ง คลอปป์ ต้องจัดการกับปัญหาในตำแหน่งด่านสุดท้ายของทีมอีกครั้ง เมื่อ อลิสสัน เกิดบาดเจ็บขึ้นมาอีก แต่คราวนี้กุนซือชาวเยอรมันตัดสินใจแบบหักปากกาเซียนทุกสำนักด้วยการหันมาใช้บริการของมือ 3 อย่าง เคลเลเฮอร์ ลงไปรับมือกับ อาแจกซ์ แทนที่จะเป็นมือ 2 เจ้าเก่าอย่าง อาเดรียน

 

แม้ 3 วันก่อนหน้านั้น ผู้รักษาประตูดาวรุ่งจะเพิ่งโดนเจาะตาข่ายไปถึง 7 หนในเกมลีกของทีมสำรอง ซึ่ง ลิเวอร์พูล ยู-23 ถูก แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ยู-23 สอนเชิงไปถึง 7-2 เท่ากับที่ทีมชุดใหญ่ปราชัยให้กับ วิลลา ก็ไม่ทำให้จิตใจของ คลอปป์ หวั่นไหว ก่อนมอบความไว้วางใจให้ลงเป็น 11 คนแรกตามแผนเดิม

 

About the Author

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

You may also like these

PowerFul By Rufeo