กีฬาarchery

กีฬาarchery

กีฬาarchery

กีฬาarchery

กีฬาarchery

 

ความเป็นมาของกีฬายิงธนูใน ประเทศไทย

ในแหล่งสำรวจทางโบราณคดีในเมืองไทยมีการค้นพบหัวลูกธนูหินกะเทาะจากยุคหินใหม่ เช่น ในจังหวัดกาญจนบุรี ราชบุรี ลพบุรี และขอนแก่น

สมัยโยนกนาคพันธ์ (พ.ศ. 638 – 1551) ที่ชนชาวไทยมาตั้งหลักแหล่งในสุวรรณภูมิก็นำธนูมาใช้เช่นเดีบวกับเมื่อตอนที่อยู่ในอาณาจักรน่านเจ้า สิบสองจุไทยและสิบสองปันนา (พ.ศ. 1193 – 1823) ซึ่งก็ยากที่จะหาอะไรมายืนยัน นอกจากตำนานเมืองเหนือที่มหาราชองค์แรกของไทย พระเจ้าพรหมมหาราชยึดเมืองโยนกเชียงแสนคืนจากขแมดำ (พ.ศ. 1479) ด้วยพลธนูไฟ
ในนครวัดมีรูปแกะสลักบนแผ่นหินตามผนังระเบียง ที่สร้างโดยพระเจ้าชัยวรมันที่ 7 ( พ.ศ. 1724 – 1762 ) ของขแม

แสดงภาพแม่ทัพชนชาวไทยที่กำลังถือคันธนูในท่าทีพร้อมจะยิงอยู่บนหลังช้างนำทัพไทยกับละโว้ร่วรบให้กับขแมสมัยพระเจ้าสุริยวรมันที่ 2 (พ.ศ. 1656 – 1695) ที่ยกไปตีอาณาจักรจามปาได้เมื่อ พ.ศ. 1688 ซึ่งใช้ธนูกันมาในสมัยต่อมาจนถึงสมัยสุโขทัยและอยุธยา
เมื่อตอนปลายสมัยกรุงศรีอยุธยา (พ.ศ. 1891 – 2310) หนานทิพย์ช้าง พรานที่มีความชำนาญทั้งการใช้ธนูและอาวุธปืน อาสาเป็นผู้นำไปฆ่าแม่ทัพและขจัดอำนาจการยึดครองของพม่า ให้พ้นจากนครลำปางได้รับสถาปนาเป็น พระยาสุวลือไชยสงคราม ครองนครลำปางเมื่อ (พ.ศ. 2275) เริ่มต้นราชวงศ์จ้าวฝ่ายเหนือ
เมื่อปืนเข้ามาแทนที่ ธนูคงลดน้อยลงในสมัยรัตนโกสิน (พ.ศ. 2325 – ปัจจุบัน) ที่พอจะเห็นได้คือ คันกระสุน (คันธนูที่ยิงด้วยลูกดิน / ลูกหิน) เท่านั้น ส่วนทางภาคเหนือของประเทศไทยยังมีชาวไทยภูเขาใช้หน้าไม้ที่มีปีกเป็นไม้จจริงและปลีกไม้เป็นไม้ไผ่เป็นอาวุธล่าสัตว์ในที่ห่างไกล
ตามชานเมืองและในชนบทที่มีต้นไผ่หรือไม้รวก เด็กๆ ก็จะทำคันธนูและลูกธนูมาเล่น ประมาณ พ.ศ. 2498 ห้างแสงอรุณนำเข้าคันธนูไม้ไผ่และลูกธนูไม้รวกจากญี่ปุ่น เช่นเดียวกับห้างไนติ้งเกลโอลิมปิค ก็สั่งคันธนูไม้จากอังกฤษเข้ามาขายในกรุงเทพฯ จึงมีการนำมาใช้ร่วมกันกับอุปกรณ์ธนูทำเอง เพื่อการกีฬา archery

ในช่วงเวลาต่อมามีนักกีฬายิงปืนชั้นนำ 3 ท่าน ในชมรมยิงปืนกรมการรักษาดินแดน มองเห็นส่วนที่คล้ายคลึงกันของความประณีตละเอียดอ่อนในการตั้งสติก่อนการยิงซึ่งต้องอาศัยความสามารถและเทคนิคส่วนบุคคลประกอบกันอยู่ในกีฬายิงธนูซึ่งไม่ต่างกับกีฬายิงปืน ซึ่งสามารถพัฒนาให้เป็นกีฬาระดับชาติต่อไป

ด้วยการจัดสนามยิงธนูขึ้นในสนามยิงปืนและตั้งกลุ่มนักกีฬายิงธนูที่ใช้อุปกรณ์ธนูที่หาได้หรือสั่งเข้ามาพร้อมทั้งแนะนำเทคนิคการยิงที่ถูกต้องแก่ผู้ที่ให้ความสนใจทั้งนี้ด้วยความอุปถัมภ์สถานที่ของท่านเจ้ากรมฯ ร.ด. ในเวลาเดียวกันก็สมัครเป็นสมาชิกของ (N.A.A. of USA) เพื่อรับทราบความก้าวหน้าและเทคนิคของการยิงธนูระหว่างประเทศ
จุดผันแปรที่สำคัญของกีฬายิงธนูในประเทศไทยมาถึงเมื่อวันที่ 12 กันยายน พ.ศ. 2512 ที่สมเด็จพระบรมโอรสาธิราชวชิราลงกรณ์มงกุฎราชกุมารเสด็จเยี่ยมกรมการรักษาดินแดนและได้ทรงธนู ซึ่งสร้างให้เกิดความสนใจในกีฬายิงธนูเพิ่มขึ้นอย่างกว้างขวาง จึงมีการจัดสนามยิงธนูกลางแจ้งขึ้นในสถานที่ของการไฟฟ้าฝ่ายผลิต (EGAT) และเป็นจุดเริ่มต้นของการแข่งขันกีฬายิงธนูอย่างเป็นระบบ มีการจัดการแข่งขันแบบเย้าเยือนกับเจ้าหน้าที่ (U.S.A.I.D.) และพนักงานโครงการแม่น้ำโขงในประเทศลาว ซึ่งเป็นสมาชิกสมาคมยิงธนูสหรัฐเช่นกัน เพื่อพัฒนาการแข่งขันกีฬายิงธนูระหว่างประเทศ 
ในวันที่ 10 พฤศจิกายน พ.ศ. 2513 กลุ่มนักกีฬายิงธนูไทยก็ได้รับกาจดทะเบียนสมาคมเป็นทางการว่า “สมาคมกีฬายิงธนูแห่งประเทศไทย” โดยมีที่ตั้งสมาคมอยู่ที่สนามยิงปืนกรมการรักษาดินแดนและสนามยิงธนูในร่มอยู่ที่ชั้นล่างของอาคารยิมเนเซี่ยม 1 ภายในบริเวณสนามกีฬาแห่งชาจิ สมาคมยังได้สมัครเป็นสมาชิกของคณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทสไทยและสมาชิกของสหพันธ์กีฬายิงธนูสากล (FITA) ซึ่งตอบรับมาเป็นทางการเมื่อวันที่ 16 สิงหาคม พ.ศ. 2514 พร้อมการตอบรับของคณะกรรมการโอลิมปิคแห่งประเทศไทยในปีเดียวกัน ตั้งแต่นั้นมาสมาคมกีฬายิงธนูแห่งประเทศไทยได้พัฒนาเทคนิคในการยิงธนูให้แก่สมาคมโดยผ่านทางฟีต้าและผ่านทางการติดต่อระหว่างประเทศโดยตรง
ในปี พ.ศ. 2518 สมาคมยิงธนูร่วมสมาคมยิงปืนเป็นสมาคมกีฬากลุ่มที่ 2 ของไทยที่มีโอกาสได้รับเชิญไปกระชับความสัมพันธ์ทางด้านกีฬากับสาธารณรัฐประชาชนจีนนับตั้งแต่สงครามโลกครั้งที่ 2 การเชิญประกอบด้วยการแข่งขันกีฬายิงธนูระบบกลางแจ้งที่เมืองเซี่ยงไฮ้และการแข่งขันกีฬายิงธนูระบบในร่ม ที่กรุงปักกิ่งโดยเป็นการแนะนำกีฬายิงธนูระบบในร่มให้กับสาธารณรัฐประชาชนจีน
 ปี พ.ศ. 2520 เป็นปีแรกที่รวมกีฬายิงธนูเข้าไว้ในการแข่งขันกีฬาซีเกมส์ครั้งที่ 9 ที่ประเทศมาเลเซียและในกรแข่งขันกีฬาเอเซี่ยนเกมส์ครั้งที่ 8 เมื่อปี พ.ศ. 2521 ในประเทศไทย ผลจากการพัฒนาด้านกีฬายิงธนูระหว่างประเทศในประเทศไทยได้ดังนี้
การแข่งขันกีฬาเอเซี่ยนเกมส์  2 ครั้ง กีฬา ยิงธนูเอเชี่ยนคับส์ / ชิงแชมป์ 1 ครั้ง การแข่งขันซีเกมส์ 4 ครั้ง กีฬา ยิงธนู มหาวิทยาลัยชิงแชมป์โลก 1 ครั้ง และการแข่งขันกีฬายิงธนูเอเชี่ยนกรังปรีประจำปีจนถึงปัจจุบัน 2011 (33 ครั้ง)

เสน่ห์ “กีฬายิงธนู” สง่างาม ช่วยฝึกสมาธิ

เป็นที่น่าสังเกตว่า หลังจากที่มีปืนมาแทนธนูแล้ว ในทวีปยุโรปพวกนักแสวงบุญและผู้บุกเบิกได้หันมาใช้ปืนแทนธนู และพวกเขาพบว่าพวกอินเดียนแดงใช้ธนูมาเป็นเวลาร้อยๆ ปี รวมทั้งนักล่าสัตว์รุ่นดึกดำบรรพ์ของประเทศสหรัฐอเมริกาด้วย

ต่อมาการยิงธนูได้กลายเป็นกีฬา ซึ่งพบได้จากสมาคมของพวกเจ้านายอังกฤษตั้งขึ้นในปี พ.ศ.2333 และจัดให้มีการแข่งขันยิงธนู ต่อมาในปี พ.ศ. 2387 สมาคมแห่งชาติอังกฤษ (The Grand National Organization) จัดให้มีการแข่งขันยิงธนูในประเทศอังกฤษ ส่วนในประเทศสหรัฐอเมริกาจัดการแข่งขันขึ้น ณ เมืองชิคาโกในปี พ.ศ. 2422 และจัดการแข่งขันกีฬายิงธนูระหว่างประเทศขึ้นเป็นครั้งแรกที่เมืองเลโคเควท ประเทศฝรั่งเศส เมื่อก่อนสงครามโลกครั้งที่ 1

การยิงธนูได้มีการเปลี่ยนแปลงอยู่เสมอในการยิงธนูเพื่อการสันทนาการวิธีของ Clout เป็นการยิงเป้าโดยมีระยะทางบอกไว้บนพื้นสนาม เพื่อการทดสอบพลัง ทักษะ และความแม่นยำในการยิง การยิงเพื่อระยะทางก็เป็นที่นิยมแพร่หลายอย่างมากเช่นกัน โดยยึดหลักการยิงไกลเป็นเกณฑ์ นอกจากนี้ยังมีเกมที่ดึงดูดใจหลายอย่าง เช่น การยิงลูกบอลลูนของ Ainsworth และเกมการล่ากระต่าย เป็นต้น

Field Archery เป็นแบบการยิงธนูชนิดหนึ่งที่ได้รับความนิยมแพร่หลายในสหรัฐอเมริกา ซึ่งเทคนิคที่ใช้สัญชาตญาณในการยิงความแม่นมาจากการยิงครั้งแรก แม้ว่าครั้งหลังๆ จะไม่ค่อยดี แต่กลับจะทำให้มีการพัฒนาโดยการยิงเล็งเป้าขึ้น ในการล่าสัตว์ที่โล่งๆ สัญชาตญาณเป็นสิ่งจำเป็น และความแม่นก็จะตามมา

ประโยชน์ของการยิงธนู

  1. ฝึกสมาธิ ขั้นตอนแรกของการฝึกยิงธนูคือการฝึกสมาธิ เริ่มต้นด้วยการผ่อนคลาย ทำจิตใจให้สงบ และฝึกหายใจอย่างช้าๆ แล้วตั้งสมาธิไปที่เป้ายิง เรียกได้ว่าจะยิงได้แม่นขนาดไหนก็วัดกันที่ตรงนี้เลย
  2. ปอดแข็งแรง ระหว่างการเล็งเป้ายิงนั้นจะต้องควบคุมการหายใจ การฝึกยิงบ่อยๆจึงช่วยบริหารปอด เพิ่มปริมาณการแลกเปลี่ยนก๊าซออกซิเจนในร่างกาย
  3. กระตุ้นหัวใจ การยิงธนูเป็นกีฬาที่ออกแรงใช้กล้ามเนื้อหลายส่วน ดังนั้นหัวใจจึงต้องเพิ่มการสูบฉีดเลือดไปเลี้ยงกล้ามเนื้อส่วนต่างๆ
  4. เพิ่มการเผาผลาญ การเผาผลาญที่เพิ่มขึ้นเป็นผลจากการปรับการหายใจ การออกแรงกล้ามเนื้อและการสูบฉีดเลือดในร่างกายที่มากขึ้น
  5. ผ่อนคลายกล้ามเนื้อไหล่และหลัง การยิงธนูเป็นทั้งการเสริมสร้างกล้ามเนื้อและการยืดหยุ่นกล้ามเนื้อ การยิงธนูอย่างถูกวิธีจะช่วยเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อไหล่ แขน หน้าอก ท้องและหลังได้
  6. เสริมสร้างความมั่นใจ นอกจากการยิงธนูจะช่วยเพิ่มสมรรถภาพในด้านต่างๆแล้ว ยังช่วยปรับบุคลิกภาพการยืนและการเดินได้อีกด้วย

ข้อควรระวังในการยิงธนู มีอยู่ 7ประการ

1) ห้ามดึงสาย และปล่อยสาย โดยที่ไม่มีลูกธนูเด็ดขาด เพราะจะทำให้คันธนูหรือ limb เสียหายได้

2) ก่อนทำการยิงธนู ก็ตรวจเช็คอุปกรณ์เสียก่อน ว่าทุกอย่างลอคแน่นดีมั้ย มีตรงไหนหลวมหรือเปล่า สายธนูยังมีสภาพดีหรือเปล่า เปื่อยยุ่ยหรือยัง

3) เวลายิงธนูให้ยินคร่อมเส้น shooting line เสมอ ห้ามยืนหลังเส้น หรือเกินเส้น ส่วนคนดู ก็ต้องดูอยู่ที่หลัง shooting line เสมอ ห้ามเดินเล่นหริอเดินไปมาหน้าเส้น shooting line

4) เมื่อยิงธนูให้ยิงไปที่เป้าข้างหน้าเท่านั้น ห้ามยิงไปที่เป้าด้านซ้ายหรือขวา หรือเล็งธนูไปที่อื่นนอกเหนือจากเป้า ก็ห้าม

5) ก่อนทำการยิงธนู ให้เช็คดูสักนิดว่า ทุกคนเก็บลูกธนูและกลับเข้ามาใน shooting line ครบกันทุกคนแล้ว

6) หากยิงธนูกันเองในสถานที่ส่วนตัว สถานที่นั้นจะต้องเป็นพื้นที่โล่งจริงๆ ปราศจากผู้คนเดินไปเดินมา แม้ด้านหลังของเป้าธนู ก็ควรเป็นพื้นที่โล่งที่ไม่มีผู้คน ไม่งั้นก็ต้องมีกำแพงสูงหนากั้นไว้

7) ถ้าเป็นเด็กเล็กมากๆ เช่นเด็กประถมยิงธนู ก็ควรจะมีผู้ใหญ่ดูแล

About the Author

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

You may also like these

PowerFul By Rufeo