กีฬาโอลิมปิกโบราณ การแข่งขันของเหล่าทวยเทพ

กีฬาโอลิมปิกโบราณ

กีฬาโอลิมปิกโบราณ การแข่งขันของเหล่าทวยเทพ

กีฬาโอลิมปิกโบราณ การแข่งขันของเหล่าทวยเทพ

กีฬาโอลิมปิกโบราณ การแข่งขันของเหล่าทวยเทพ

กีฬาโอลิมปิก โบราณ (Ancient Olympic Games) เป็นเทศกาลทางศาสนาและ กรีฑา ซึ่งจัดขึ้นทุกสี่ปี ณ สถานที่ศักดิ์สิทธิ์แห่งซุสในโอลิมเปีย กรีซ โดยนครรัฐและราชอาณาจักรกรีซโบราณได้ส่งตัวแทนเข้าร่วมแข่งขัน โอลิมปิกโบราณนี้เน้นกรีฑาเป็นหลัก แต่ก็มีการแข่งขันต่อสู้และรถม้าด้วย ระหว่างการแข่งขัน ความขัดแย้งระหว่างนครรัฐที่เข้าร่วมทั้งหมดจะถูกเลื่อนไปจนกว่าการแข่งขันจะเสร็จสิ้น จุดกำเนิดของกีฬาโอลิมปิกเหล่านี้ยังเป็นปริศนาและตำนาน เรื่องปรัมปราหนึ่งที่ได้รับความนิยมมากที่สุดชี้ว่า เฮราคลีสและซุสผู้เป็นบิดาเป็นแบบฉบับของกีฬาดังกล่าว ตามตำนาน เฮราคลีสเป็นผู้แรกที่เรียกกีฬานี้ว่า “โอลิมปิก” และตั้งธรรมเนียมจัดการแข่งขันขึ้นทุกสี่ปี ตำนานยืนยันว่า หลังจากที่เฮราคลีสสำเร็จภารกิจสิบสองประการ (twelve labors) แล้ว เขาได้ทรงสนามกีฬาโอลิมปิกเพื่อถวายเกียรติแด่ซุส หลังการแข่งขันนี้ เขาเดินเป็นเส้นตรงระยะ 200 ก้าว และเรียกระยะทางนี้ว่า “stadion” (กรีก: στάδιον, ละติน: STADIUM, “เวที”) ซึ่งภายหลังชาวกรีกยังใช้เป็นหน่วยวัดระยะทางด้วย เรื่องปรัมปราอีกเรื่องหนึ่งเชื่อมโยงกีฬาโอลิมปิกครั้งแรกกับมโนทัศน์การพักรบโอลิมปิก (กรีก: ἐκεχειρία, ekecheiria, อังกฤษ: Olympic truce) ของกรีซ วันก่อตั้งกีฬาโอลิมปิกโบราณที่ได้รับการยอมรับมากที่สุด คือ 776 ปีก่อนคริสตกาล ตามรอยจารึกซึ่งพบที่โอลิมเปีย และมีการระบุรายชื่อผู้ชนะการวิ่งซึ่งจัดขึ้นทุกสี่ปีเริ่มตั้งแต่ 776 ปีก่อน ค.ศ. กีฬาโอลิมปิกโบราณมีรายการแข่งขันวิ่ง ปัญจกีฬา (ประกอบด้วยการกระโดด ขว้างจักร พุ่งแหลน วิ่ง และมวยปล้ำ) ชกมวย มวยปล้ำ ศิลปะป้องกันตัวแพนแครชัน (pankration) และขี่ม้า ความเชื่อมีอยู่ว่า คอโรเอบัส (Coroebus) พ่อครัวจากนครเอลลิส (Elis) เป็นผู้ชนะโอลิมปิกคนแรก

125 ปีที่แล้ว การแข่งขันกีฬาโอลิมปิกยุคใหม่ได้คือกำเนิดขึ้นที่กรุงเอเธนส์ ประเทศกรีซ โดยโอลิมปิกเกมส์ 1896 มีชาติเข้าร่วมชิงชัยทั้งหมด 14 ชาติ นักกีฬาทั้งหมด 241 คน (ชายล้วน) แข่งขันกันใน 9 ชนิดกีฬา มาจนถึงปีนี้ กีฬาโอลิมปิกครั้งที่ 32 ‘โตเกียว 2020’ จะชิงเหรียญรางวัลกันใน 33 ชนิดกีฬา คาดว่าจะมีนักกีฬา 11,091 คน จาก 205 ชาติเข้าร่วมแข่งขัน

มหกรรมกีฬาแห่งมวลมนุษยชาตินั้นมีต้นกำเนิดมาตั้งแต่ยุคกรีกโบราณก่อนจะหายไปนาน และกลับมาอย่างเป็นทางการในช่วงปลายศตวรรษที่ 19 จากนั้นก็มีการปรับเปลี่ยนให้เข้ากับยุคสมัยเรื่อยมา จากที่ก่อนช่วงยุค 1970s มีการจำกัดผู้ร่วมแข่งขันให้เป็นนักกีฬาระดับสมัครเล่นเท่านั้น พอมาถึงยุค 1980s หลายอีเวนต์แข่งขันต่างเริ่มเปิดให้นักกีฬาอาชีพเข้ามาชิงชัยได้มาจนถึงทุกวันนี้ ซึ่งเราจะได้เห็นทั้งนักฟุตบอลอาชีพและนักบาสเกตบอลชื่อดังโชว์ลีลากันในสนามแข่งกันอย่างสนุก

ส่วนในโอลิมปิกเกมส์ครั้งนี้ที่กำลังจะเกิดขึ้นที่ประเทศญี่ปุ่น เราจะได้เห็น 4 ชนิดกีฬาที่ได้รับการบรรจุเข้าชิงเหรียญรางวัลเป็นครั้งแรก นั่นคือคาราเต้ ปีนผา เซิร์ฟ และสเกตบอร์ด ส่วนเบสบอลและซอฟต์บอลก็กลับมาอยู่ในโอลิมปิกอีกเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2008

และเพื่อเพิ่มรสชาติของการดูมหกรรมกีฬาที่อยู่มาหลายชั่วอายุคน เราขอพาย้อนเวลาไปนั่งติดขอบสนามในยุคกรีกโบราณ ร่วมจินตนาการถึงตำนานการแข่งขันที่เล่าขานกันมา เชื่อว่าประวัติศาสตร์โอลิมปิกในยุคก่อนจะทำให้เราอินกับกีฬาแห่งมวลมนุษยชาติที่กำลังจะอุบัติขึ้นอีกครั้งมากยิ่งขึ้น

จุดเริ่มต้นของตำนาน

ยังคงเป็นที่ถกเถียงกันอยู่ว่ามหกรรมกีฬาครั้งแรกของโลกเกิดขึ้นตั้งแต่เมื่อไร แต่หลักฐานที่น่าเชื่อถือที่สุดระบุว่าเริ่มต้นขึ้นที่กรีกโบราณเมื่อประมาณ 3,000 ปีมาแล้ว

โดยประมาณปลายศตวรรษที่ 6 ก่อนสากลศักราช พบว่ามีการจัดงานมหกรรมกีฬาในยุคกรีกโบราณอย่างน้อย 4 รายการ (บางแหล่งข้อมูลเรียกว่าคลาสสิกเกมส์ หรือ Classical Games) ประกอบไปด้วยโอลิมปิกเกมส์ที่โอลิมเปีย, ไพเธียนเกมส์ที่เดลฟาย, เนเมียนเกมส์ที่เนเมอา และอิสธ์เมียนเกมส์ที่โครินธ์ ซึ่งหลังจากนั้นก็เกิดมหกรรมกีฬาขึ้นในกรีกโบราณตามมาอีกเกือบ 150 เมือง ทั้งที่โรม, เนเปิลส์, โอเดสซัส, แอนทิอัค และอเล็กซานเดรีย

แน่นอนว่ามหกรรมกีฬาที่ได้รับความนิยมในกรีกยุคนั้นมากที่สุดก็คือโอลิมปิกเกมส์ที่จัดขึ้นทุก 4 ปี ระหว่างวันที่ 6 สิงหาคม ถึง 19 กันยายน โดยมีจุดประสงค์ส่วนหนึ่งคือการบูชาเทพเจ้าซุส (Zeus) ที่โอลิมเปีย ในนครรัฐเอลิส ทางตะวันตกเฉียงเหนือของเพโลพอนนีส

ส่วนนักกีฬาคนแรกที่ได้แชมป์โอลิมปิกเท่าที่มีการบันทึกไว้ก็คือโคโรบัสแห่งเอลิส (Coroebus of Elis) พ่อครัวที่ชนะเลิศการแข่งขันวิ่งเมื่อ 776 ปีก่อนสากลศักราช

ส่วนการแข่งขันก่อนหน้านั้นไม่ได้ถูกบันทึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ มีเพียงเรื่องราวตำนานที่เล่าว่าเฮราคลีส (Heracles) ลูกชายของซุสและอัลค์มีนี (Alcmene) คือเทพเจ้าที่สร้างเกมเหล่านี้ขึ้นมา

รูปแบบการแข่งขันในยุคก่อน

การแข่งขันกันในยุค 776 ปีก่อนสากลศักราช มีกีฬาประเภทเดียวคือวิ่ง ส่วนกีฬาอื่นๆ ค่อยๆ เพิ่มขึ้นในภายหลัง ซึ่งการแข่งเจ้าลมกรดอีเวนต์ดังกล่าวมีระยะทางประมาณ 192 เมตร (210 หลา) ถูกเรียกว่า ‘สเตด’ (Stade) สนามที่ใช้แข่งขันก็ถูกเรียกแบบนี้เช่นกัน ซึ่งกลายเป็นรากศัพท์ของคำว่า ‘สเตเดียม’ (Stadium) ในปัจจุบัน จากนั้นใน 724 ปีก่อนสากลศักราช ‘ไดอูลอส’ (Diaulos) การแข่งวิ่งที่มีระยะทางเพิ่มขึ้นอีกราวเท่าตัว หรือประมาณ 400 เมตร ก็ถูกเพิ่มเข้าไปในโอลิมปิกเกมส์ ถัดมาอีก 2 ปี ‘โดไลกอส (Dolichos)’ วิ่งระยะไกล 1,500 เมตร (บางแหล่งข้อมูลระบุว่า 5,000 เมตร) ก็ระเบิดศึกชิงเจ้าปอดเหล็กขึ้นมา

ส่วนมวยปล้ำและปัญจกีฬา (Pentathlon) ถูกนำมาชิงชัยกันเมื่อ 708 ปีก่อนสากลศักราช จากนั้นรูปแบบการแข่งขันโอลิมปิกก็กลายเป็นแบบปัญจกีฬา ประกอบด้วยกีฬา 5 ประเภท คือกระโดดไกล พุ่งแหลน ขว้างจักร วิ่ง และมวยปล้ำ

ขณะที่มวย (สากล) เริ่มฟาดปากกันใน 688 ปีก่อนสากลศักราช ตามมาด้วยการแข่งรถม้าก็ถือกำเนิดขึ้นในอีก 8 ปีต่อมา แต่ที่ฮาร์ดคอร์ก็คือเมื่อ 648 ปีก่อนสากลศักราช ‘แพนเครเชียม (Pancratium) หรือในภาษากรีกโบราณอ่านว่า: แพนเครเชียน (Pankration)’ เกมการต่อสู้ด้วยมือเปล่าที่รวมทั้งมวยปล้ำ มวย และการวิวาทเข้าไว้ด้วยกัน อนุญาตให้ซ้ำคู่ต่อสู้ที่ลงไปนอนกับพื้นได้ แต่ห้ามกัดและเอานิ้วจิ้มตาคู่แข่ง

ช่วงระหว่าง 632-616 ปีก่อนสากลศักราช เด็กชายในยุคนั้นได้รับโอกาสให้เข้ามาแข่งในรุ่นเยาวชน หลังจากนั้นชนิดกีฬาก็เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ รวมถึงมีการแข่งวิ่งในชุดเกราะ การชิงชัยของผู้ถือสารและผู้เป่าแตรประกาศอีกด้วย อย่างไรก็ตาม โอลิมปิกยุคกรีกโบราณในขณะนั้นยังไม่ได้มีความหลากหลายนัก นอกจากชนิดกีฬาและประเภทกีฬาที่กล่าวไป กีฬาอื่นๆ เช่น กีฬาประเภททีม และกีฬาที่ใช้ลูกบอลก็ไม่ได้ถูกนำมาแข่งขันแต่อย่างใด

มาถึงช่วงศตวรรษแรกๆ การแข่งขันโอลิมปิกถูกจัดมาชิงชัยกันแค่วันเดียว หลังจากนั้นก็ขยายขึ้นเป็น 4 วัน โดยวันที่ 5 เป็นพิธีเฉลิมฉลองมอบรางวัลและพิธีปิด ทั้งนี้ ในการแข่งขันส่วนใหญ่ นักกีฬาจะมากับชุด ‘เปลือยเปล่า’

โดยการแข่งขันแบบโล่งโจ้งนี้ มีหลากทฤษฎีที่อธิบายถึงเหตุผลของกฎกติกาดังกล่าว ทั้งทฤษฎีนอกรีต (กลุ่มนอกรีตก็จะบอกว่าเป็นการแสดงถึงความสามารถในการควบคุมตนไม่ให้อวัยวะเพศแข็งตัวในที่สาธารณะ) จนถึงหลักมานุษยวิทยา ศาสนา และคำอธิบายทางสังคม ที่วิเคราะห์จุดประสงค์ออกมาได้หลายประเด็น อย่างเช่น เปลือยเพื่อการขอพร, เปลือยเพื่อเป็นการครองตนหลังจากการล่าสัตว์และเก็บเกี่ยว, เปลือยเพื่อปัดภยันตราย บ้างก็ว่าการเปลือยในที่สาธารณะเป็นหนึ่งในการแต่งกายของชนชั้นสูงในขณะนั้น

ที่นักประวัติศาสตร์อ้างอิงถึงทฤษฎีที่ค่อนข้างคลุมเครือนี้ ก็เพราะว่าแม้ในสังคมยิว-คริสต์ (Judeo-Christian) การเปลือยเปล่าอาจจะเป็นสิ่งอื้อฉาว แต่ในยุคกรีกโบราณกลับไม่ใช่เรื่องที่น่าละอาย โดยเฉพาะการแก้ผ้าของผู้ชาย อย่างไรก็ตาม คำอธิบายถึงเหตุผลของการแก้ผ้าแข่งขันของนักกีฬากรีกโบราณดูจะไม่ค่อยมีใครหาคำตอบเพิ่มเติมในยุคหลัง

ข้อสังเกตอีกอย่างหนึ่งของโอลิมปิกเกมส์ในยุคโบราณก็คือ ในทางเทคนิคแล้วชาวกรีกที่เกิดมาเป็นไทมักจะไม่ค่อยได้ร่วมแข่งขัน โดยมากจะเป็นนักกีฬาจากดินแดนอาณานิคมของกรีกในเวลานั้น เช่น มาจากคาบสมุทรอิตาลี, ภูมิภาคเอเชียตะวันตกเฉียงใต้ และแอฟริกา โดยพอมาถึงตอนนี้ก็เกิดอาชีพนักกีฬาขึ้น ซึ่งพวกเขาจะฝึกฝนเพื่อเข้าแข่งขันแบบฟูลไทม์อย่างจริงจังเพื่อล่ารางวัลชนะเลิศที่นอกเหนือจากพวงมาลาและมาลัยแล้ว ผู้ชนะมักจะได้รับการยกย่องในวงกว้าง และมักจะได้รับการปรนเปรอเป็นอย่างดีจากบ้านเกิดอีกด้วย

About the Author

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

You may also like these

PowerFul By Rufeo