กาก้า เทพบุตรลูกหนังยุค 2000

กาก้า เทพบุตรลูกหนังยุค 2000

กาก้า เทพบุตรลูกหนังยุค 2000

กาก้า เทพบุตรลูกหนังยุค 2000

กาก้า เทพบุตรลูกหนังยุค 2000

ย้อนกลับไปเมื่ออดีตที่ผ่านมา เกิดเหตุกาณ์สุดเซอร์ไพรส์อย่างมากสำหรับผู้คนทางฝั่งตะวันออกของกรุงลอนดอนประเทศอังกฤษ หลังจากที่ กาก้า อดีตมิดฟิลด์ทีมชาติบราซิล ของ เอซี มิลาน และ เรอัล มาดริด เจ้าของรางวัลบัลลงดอร์ปี 2007 และอดีตนักเตะค่าตัวแพงที่สุดในโลกนั้น ปรากฏตัวเล่นฟุตบอล 7 คน กับเด็กๆที่โรงเรียนแฮ็กเกอร์สตัน

ในเกมดังกล่าว กาก้า ถูกเพื่อนร่วมทีมร้องขอบอลตลอดเวลา และเจ้าตัวยังโชว์การซัดประตูสุดสวยด้วยเท้าซ้ายเสียบสามเหลี่ยม ซึ่งลีลาการเล่นของเขาถูกนำมาเผยแพร่ในโซเชียลมีเดียลโดยมีผู้เข้ามาชมเป็นจำนวนมาก

อดีตแข้งแซมบ้าวัย 37 ปี ที่เดินทางไปยังเมืองผู้ดีเพื่อเดินสายโปรโมทรองเท้าสตั๊ดรุ่นใหม่ของ อาดิดาส เริ่มเล่าว่า “มันวิเศษมากเพราะผมไม่คาดคิดว่าคนจะเข้ามาดูเยอะขนาดนั้น”

อย่างไรก็ตาม เมื่อถูกถามว่า คุ้นเคยกับการถูกเพื่อนร่วมทีมที่ร้องขอบอลคิลเลอร์พาสจากตัวเองหรือไม่ โดยเฉพาะอย่างยิ่งกองหน้าจอมเข้าฮอสอย่าง ฟิลิโป้ อินซากี้ ตำนานดาวยิงทีมชาติอิตาลีของ มิลาน ซึ่ง กาก้า ตอบพร้อมเสียงหัวเราะว่า “มีบ้าง แต่แค่ไม่กี่ครั้งเอง”

“บางทีผมรู้เองว่า จังหวะใดควรจ่ายบอลตัดแนวรับให้กับพวกเขา ผมเคยเล่นร่วมกับผู้เล่นที่น่าทึ่งมากมายอย่าง อังเดร เชฟเชนโก้, โรนัลโด้, โรนัลดินโญ่ และ คริสเตียโน่ โรนัลโด้ บางจังหวะคุณส่งบอลให้พวกและคิดว่า มันเป็นไปไม่ได้เลยที่พวกเขาจะทำประตูจากโอกาสเพียงแค่นั้น”

“ผมคิดต่อว่า พวกเขาแค่ส่งบอลกลับมาให้ผม แล้วผมจะลองอะไรที่แตกต่างออกไป แต่แล้วพวกเขาก็ทำประตูได้ทั้งหมดจากบอลที่ผมส่งไป คุณทำได้ก็แค่ฉลองกับพวกเขา และร่วมแสดงความยินดี”

ขณะเดียวกัน เมื่อถูกถามว่า อดีตเพื่อนร่วมทีมของเขาคิดว่า ใครเป็นกองหน้าที่ดีที่สุดเมื่อครอบครองบอล กาก้า ตอบว่า “อาจจะเป็น อาเดรียโน่ เขายังยิงบอลได้หนักหน่วงมากด้วย แต่ผมคิดว่า โรแบร์โต้ คาร์ลอส คือ อันดับหนึ่งเรื่องการยิงประตูด้วยความรุนแรง”

ในระหว่างการสนทนาที่หลากหลายนั้น มันมีประเด็นที่น่าสนใจอย่างยิ่งเกี่ยวกับเส้นทางอาชีพของ กาก้า ทั้งกับทีมชาติบราซิล, มิลาน และ เรอัล มาดริด ซึ่งอดีตมิดฟิลด์ “เซเลเซา” ถือได้ว่า เป็นหนึ่งในนักเตะที่ประสบความสำเร็จมากที่สุดคนหนึ่งในประวัติศาสตร์ของวงการลูกหนังเลยก็ว่าได้

กาก้า ได้รับการบันทึกว่าเป็น 1 นักฟุตบอลที่ได้รับรางวัลบัลลงดอร์, แชมป์ฟุตบอลโลก และแชมป์ยุโรป เช่นเดียวกันกับบรรดาตำนานอย่าง

เซอร์ บ๊อบบี้ ชาร์ลตันแกร์ด มุลเลอร์, ฟร้านซ์ เบคเค่นบาวเออร์, เปาโล รอสซี่, ซีเนอดีน ซีดาน, ริวัลโด้ และ โรนัลดินโญ่

ขณะเดียวกัน ลูก้า โมดริช กองกลางทีมชาติโครเอเชีย ของ มาดริดเจ้าของคว้ารางวัลบัลลงดอร์ปี 2018 เป็นนักเตะรายล่าสุดที่คว้ารางวัลดังกล่าวได้ในยุคที่ โรนัลโด้ และ ลิโอเนล เมสซี่ จอมทัพ บาร์เซโลน่า ครองความยิ่งใหญ่

อย่างไรก็ตาม หากย้อนกลับไปมากกว่าหนึ่งทศวรรษก่อนหน้านี้ในปี 2007 กาก้า ก็เป็นนักเตะรายล่าสุดที่คว้ารางวัลบัลลงดอร์ได้ และหลังจากนั้น ก็กลายเป็น โรนัลโด้ กับ เมสซี่ สลับกันประสบความสำเร็จทั้งในแง่ของทีม และส่วนตัว

ประตูสุดสวยของ กาก้า ที่โรงเรียนแฮ็กเกอร์สตันได้รับการพูดถึงอย่างมากในโซเชียลมีเดีย และเขาก็มีความทรงจำสวยงามมากมายในอังกฤษ โดยเฉพาะการทำประตู อาร์เจนติน่า ในเกมกระชับมิตรปี 2006 ที่สนามเอมิเรตส์ สเตเดี้ยม โดยเจ้าตัวระบุว่า “ประตูนั้นเป็น 1 ใน 3 อันดับแรกมาผมชอบมากที่สุดในอาชีพของตัวเอง”

ในปีต่อมามันมีอีก 1 ประตูที่สร้างชื่อให้กับ กาก้า มากกว่าเดิม โดยคราวนี้เกิดขึ้นที่โอลด์ แทรฟฟอร์ด ในศึกยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบรองชนะเลิศ เลกแรก ที่ มิลาน บุกไปเยือน แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด

ซึ่งในท้ายที่สุด กาก้า ก็พา “ปีศาจแดงดำ” ไปสู่แชมป์ได้สำเร็จ

“อีกประตูที่ผมชอบคือเกมกับ เฟเนร์บาห์เช่ ที่ ซาน ซิโร่ แต่ผมไม่เคยคิดเลยว่า 3 ประตูที่ผมชอบนั้น 2 ลูกมันจะเกิดขึ้นในอังกฤษ โดยเฉพาะอย่างยิ่งประตูกับ แมนฯ ยูไนเต็ด ในรอบรองชนะเลิศมันอาจจะเป็นประตูที่สวยที่สุดที่ผมเคยทำได้”

“ผมคิดว่าปี 2007 เป็นช่วงสูงสุดในอาชีพของผม นั่นคือช่วงที่ผมคว้าถ้วยรางวัลสำคัญ ๆได้ทั้งหมดไม่ว่าจะเป็น ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก, สโมสรโลก, บัลลงดอร์ และได้เป็นผู้เล่นแห่งปีของฟีฟ่า แน่นอนผมเคยคว้าแชมป์ในปีอื่นๆได้อีก แต่ปี 2007 เป็นจุดพีคของผมจริงๆ” อดีตเพลย์เมคเกอร์ มิลาน กล่าว

ความสำเร็จครั้งนั้น กาก้า ยอมรับว่า เขาเป็นหนี้เพื่อนร่วมทีม มิลาน ทุกคนโดยเฉพาะผู้เล่นในแดนกลาง “ปีศาจแดงดำ” ที่เล่นร่วมกับเขาในชุดนั้นอย่าง อันเดรีย ปิร์โล่, เจนนาโร่ กัตตูโซ่  2 ตำนานกองกลางทีมชาติอิตาลี และ คลาเรนซ์ ซีดอร์ฟ อดีตมิดฟิลด์ทีมชาติฮอลแลนด์

มิลาน ภายใต้การคุมทีมของ คาร์โล อันเชล็อตติ ยอดเทรนเนอร์ชาวอิตาเลียน กาก้า ได้รับบทบาทจอมทัพหมายเลข 10 ยืนหลังคู่กองหน้าอย่าง เชฟเขนโก้ และ อินซากี้

โดยมี ปิร์โล่ ยืนทำเกมแนวลึก, ซีดอร์ฟ เป็นมิดฟิลด์บ็อกซ์ ทู บ็อกซ์ ส่วน กัตตูโซ่ คอยช่วยตัดเกม

ขณะเดียวกัน มิลาน ชุดดังกล่าวยังมีแนวรับที่แข็งแกร่งอย่างยิ่งโดยมีนักเตะอย่าง ดิด้า โกล์มือ 1 ทีมชาติบราซิลเฝ้าเสา, คาฟู ตำนานแบ็คขวาแซมบ้า, เปาโล มัลดินี่ และ อเลสซานโดร เนสต้า  2 ยอดกองหลังทีมชาติอิตาลี และ ยาป สตัม อดีตเซ็นเตอร์ฮาล์ฟทีมชาติฮอลแลนด์

กาก้า กล่าวต่อว่า “เราเป็นทีมที่สมบูรณ์แบบมาก มันไม่ใช่แค่เฉพาะเรื่องความสามารถเพียงอย่างเดียวเท่านั้น เราทุกคนรู้ดีว่า ความสามารถคือ สิ่งสำคัญ แต่ฟุตบอลเล่นเป็นทีม และคุณต้องรวบรวมผู้เล่นตำแหน่งต่างๆเข้าด้วยกัน”

“เรามีผู้นำมากมายในทีม และเต็มไปด้วยประสบการณ์ ดังนั้น ทุกคนต้องการที่จะชนะไม่ว่าใครจะทำประตูได้ก้ตาม เมื่อคุณอยู่ในสถานการณ์ที่กดดันกับกลุ่มนักเตะที่ยอดเยี่ยมแบบนั้น เราก็รับมือได้อย่างสมบูรณ์แบบ เราได้ผลลัพธ์ที่น่าทึ่งหลายครั้ง และเรายังมีโค้ชที่สุดยอดอย่าง คาร์โล อันเชล็อตติ”

กาก้า ใช้เวลา 6 ฤดูกาลกับ อันเชล็อตติ ที่ มิลาน พร้อมกับคว้าแชมป์ได้ทุกรายการ

นอกจากนี้ จอมทัพแซมบ้า ยังใช้เวลาอีก 3 ปี กับ โชเช่ มูรินโญ่ กุนซือชาวโปรตุเกส ที่ มาดริด แต่สำหรับเขา “อันเช่” คือ เทรนเนอร์ที่โดดเด่นที่สุด

“โค้ชทุกคนที่เคยร่วมงานกับผมทำให้ผมได้เรียนรู้บางสิ่งบางอย่างจากพวกเขามากมาย พวกเขาสอนหลายสิ่งหลายอย่างให้กับคุณไม่ว่าจะเป็นเรื่องของแท็คติค เทคนิค หรือเรื่องส่วนตัว แต่ คาร์โล อันเชล็อตติเป็นโค้ชที่ดีที่สุดสำหรับผม เพราะเขานำสิ่งที่ดีที่สุดของผมออกมาได้”

“สิ่งที่น่าประทับใจที่สุดที่เขามีในความคิดของผมคือ ความสามารถในการจัดการทีม เพราะการบริหารคนมีความสำคัญมาก แน่นอนว่า เขาเก่งเรื่องแท็คติค เข้าใจเกม และรายละเอียดทุกอย่าง แต่เหนือสิ่งได้มันเป็นวิธีที่เขาจัดการกับลูกทีม”

“คุณมีผู้เล่น 25 คน และคุณสามารถลงสนามได้เพียง 11 คน คุณจะทำอย่างไรกับคนอื่นๆ คุณจะทำให้พวกเขามีแรงบันดาลใจได้อย่างไร แต่ คาร์โล รู้ว่าต้องทำอย่างไร และทุกสโมสรที่เขาไปทำงาน เมื่อเขาจากไป เขาก็จะฝากความรู้สึกดีๆนี้ไว้กับนักเตะทุกคน” อดีตกองกลาง มิลาน กล่าว

ในปี 2009 มาดริด ทำลายสถิติโลกด้วยการคว้าตัว กาก้า วัย 27 ปี จาก มิลาน ไปร่วมทีม และหลังจากนั้นไม่กี่สัปดาห์

พวกเขาก็ทำลายสถิติโลกอีกครั้งด้วยการคว้าตัว โรนัลโด้ มาจาก แมนฯ ยูไนเต็ด แต่สำหรับ กาก้า ดูเหมือนว่า เขาจะโชว์ฟอร์มให้กับ ราชันชุดขาว ได้ไม่ดีเหมือนตอนอยู่กับ มิลาน

อดีต มิดฟิลด์ มาดริด อธิบายว่า “ผมต้องเปลี่ยนสไตล์การเล่นของตัวเองนิดหน่อย สไตล์ของ เรอัล มาดริด นั้น ดุดันมาก ยกตัวอย่าง เมื่อเรานำคู่แข่ง 3-0 กองเชียร์ยังคงตะโกนให้เราทำประตูเพิ่ม นั่นคือสไตล์ของ เรอัล มาดริด ที่คุณต้องดุดันตลอดเวลา บางครั้งคุณต้องปรับตัว”

การเล่นของ กาก้า เริ่มเปลี่ยนไป และสิ่งหนึ่งที่เห็นได้อย่างชัดเจนคือ บทบาทเพลย์เมคเกอร์หมายเลข 10 ของเขานั้น ถูกท้าทายโดย เมซุต โอซิล จอมทัพชาวเยอรมัน ที่ดูเหมือนจะปรับตัวเข้ากับระบบของ มูรินโญ่ ได้มากกว่า

ขณะเดียวกันในวงการฟุตบอลยุคปัจจุบันผู้เล่นศิลปินบทบาทหมายเลข 10 ค่อยๆถูกลืมเลือน และสโมสรส่วนใหญ่มักจะใช้ตัวทำเกมที่สามารถเล่นได้ทั้งรุก และรับ โดยเน้นไปที่การทำงานหนัก และระบบทีมเวิร์คเป็นหลัก

กาก้า กล่าวต่อว่า “เราไม่ผู้เล่นหมายเลข 10 ที่คลาสสิกอีกต่อไปแล้ว ผมได้เห็นการเปลี่ยนแปลงในเกมฟุตบอลทุกวันนี้ สถานการณ์มันน่าอึดอัด เพราะไม่ใช่ว่า เราไม่มีผู้เล่นเหล่านี้ แต่ตำแหน่งอื่น ๆ ถูกมองว่าสำคัญกว่า เรามีการใช้ระบบ 4-3-3 ซึ่งผู้เล่น 3 คนในแดนหน้าสารถสร้างสรรค์เกมได้ทั้งหมด”

“ตอนนี้มันค่อนข้างสำคัญสำหรับการเล่นไลน์แนวรับที่ดันขึ้นสูง เมื่อแนวรับบีบสูงขึ้นมันก็จะเกิดช่องว่างเพียงนิดเดียว ดังนั้น นักเตะหมายเลข 10 จึงไม่มีพื้นที่ให้เล่นมากนัก และแทบไม่มีช่องว่างให้คิดเกี่ยวกับการเล่นในช็อตต่อไป เพราะกองหลังรู้ดีว่า นักเตะแบบนี้สามารถผ่านบอลทุละแนวรับได้”

อย่างไรก็ตาม มีอีกทางหนึ่งที่ กาก้า จะเปลี่ยนแปลงวงการฟุตบอลนั่นคือ การเริ่มต้นอาชีพกุนซือ เหมือนกับอดีตเพื่อนร่วมทีมอย่าง ปิร์โล่, อินซากี้ และ กัตตูโซ่ ที่กำลังคุม ยูเวนตุส, เบเนเวนโต้ และ นาโปลี ตามลำดับ

อดีตจอมทัพ มิลาน กล่าวว่า “ตอนนี้ผมยังไม่มีแผนการแบบนั้นเลย บางทีใน 3-5 ปี ผมอาจจะอยากกลับไปที่สนาม และใกล้ชิดกับผู้เล่นมากขึ้น แต่ตอนนี้ผมคิดว่าตัวเองมีความสุขดีแล้ว”

ในเวลานี้ กาก้า อยู่ที่ เซา เปาโล และทำงานให้กับยูฟ่าเกี่ยวกับการประสานงานด้านต่างๆ นอกจากนี้ ภรรยาของเขาก็ตั้งท้องลูกคนที่ 3 เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา ดังนั้น อดีตจอมทัพทีมชาติบราซิล ต้องมอบเวลาให้กับครอบครัว แต่ไม่ใช่ว่า เขาลืมเรื่องกีฬาไปแล้ว

“ผมอยากจะวิ่งมาราธอนในปีหน้า ชีวิตของผมยังอยู่กับการฝึกซ้อมเสมอ ผมวางแผนจะไปวิ่งที่ เบอร์ลิน ในเดือนกันยายนที่ผ่านมา แต่มันไม่ได้เกิดขึ้นเพราะไวรัสโคโรน่า ผมหวังว่า วัคซีนจะมาเร็ว ๆ นี้ ผมอยากกลับมาใช้ชีวิตเป็นปกติ และผมก็คิดถึงลอนดอนมาก” กาก้า กล่าวทิ้งท้าย

 

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องที่ต้องการถูกทำเครื่องหมาย *

You may also like these

PowerFul By Rufeo