‘ชุดขาว’ ทะลุฟัด ‘หมี’! เชือดนิ่ม ‘เรือใบ’ 1-0 ลิ่วชิงดำชปล.

“ราชันชุดขาว” สามารถผ่านเข้าสู่รอบชิงฯ ได้สำเร็จ หลังเปิดบ้านเฉือนเอาชนะ “เรือใบสีฟ้า” ไปด้วยสกอร์ 1-0 ทะลุเข้าไปชิงดำทำศึก “มาดริด ดาร์บี้” กับทีม “ตราหมี” ในศึก “ยูซีแอล” รอบตัดเชือก นัดที่ 2 เมื่อ 4 พ.ค.ที่ผ่านมา

ฟุตบอล ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก รอบรองชนะเลิศ นัดที่ 2 แข่งขันคืนวันพุธที่ 4 พฤษภาคม 2559 เป็นการพบกันระหว่าง “ราชันชุดขาว” เรอัล มาดริด ยอดทีมจาก ลา ลีกา สเปน ทีมแชมป์รายการนี้มากสุด 10 สมัย เปิดสนาม ซานติอาโก้ เบร์นาเบว รับการมาเยือนของ “เรือใบสีฟ้า” แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ทีมร่ำรวยจาก พรีเมียร์ลีก อังกฤษ โดยการพบกันในเกมแรกที่สนาม เอติฮัด สเตเดี้ยม เสมอกันมา 0-0

 

ครึ่งแรก

น.10 แมนฯ ซิตี้ ต้องเสียแนวรับคนสำคัญอย่าง แว็งซ็องต์ ก็องปานี กัปตันทีมที่ได้รับบาดเจ็บกล้ามเนื้อกระตุกเอง ต้องส่ง เอเลียควิม ม็องกาล่า ลงสนามมาประจำการเกมรับแทน

น.13 เรอัล มาดริด ได้ทักทายก่อน จากจังหวะที่ ดาเนียล การ์บาฆาล เปิดบอลจากฝั่งขวาโค้งเข้าเขตโทษให้ โรนัลโด้ วิ่งสอดมาเทกตัวขึ้นโหม่งตัดหน้าแนวรับทีมเยือน แต่บอลย้อยโด่งข้ามคาน

น.20 เรอัล มาดริด ที่เดินเกมรุกได้มากกว่า มาได้ประตูออกนำ 1-0 จากจังหวะขึ้นเกมทางด้านขวาของ ดาเนียล การ์บาฆาล ก่อนไหลทะลุช่องเข้าเขตโทษให้ แกเร็ธ เบล หลุดกัปดักล้ำหน้าเข้าไปซัดด้วยขวามุมแคบ บอลแฉลบขา แฟร์นานโด พุ่งแสกหน้า โจ ฮาร์ท เช็ดเสาสองเหลี่ยมในเข้าประตูไป

น.22 แมนฯ ซิตี้ พยายามเปิดเกมบุกตอบโต้ ก่อนจะมาได้ลูกเตะมุมทางด้านขวา เควิน เดอ บรอยน์ เปิดโค้งเข้าเขตโทษให้ แฟร์นานโด เทกตัวขึ้นโหม่ง บอลเปลี่ยนทางย้อยโด่งข้ามคาน

น.36 เรอัล มาดริด สามารถส่งบอลเข้าไปซุกก้นตาข่ายได้อีกลูก จากจังหวะที่ โทนี่ โครส เปิดฟรีคิกทางฝั่งขวาเข้าไปลุ้นในเขตโทษ บอลสุดท้ายมาโดน เซร์คิโอ รามอส จิ้มจ่อๆ เข้าไป แต่มีธงยกขึ้นเป็นลูกล้ำหน้า

น.43 เรอัล มาดริด หาโอกาสลุ้นจบสกอร์ทิ้งท้ายครึ่งแรก จากจังหวะที่ ดาเนียล การ์บาฆาล จ่ายบอลจากด้านขวาตัดเข้าในให้ แกเร็ธ เบล แต่งบอลหาเหลี่ยมซัดด้วยซ้ายระยะร่วม 30 หลา บอลพุ่งเข้ากรอบแต่ โจ ฮาร์ท ยังรับเอาไว้ได้

น.44 แมนฯ ซิตี้ ได้โอกาสใกล้เคียงที่สุดที่จะทวงประตูตีเสมอ จากจังหวะที่ เควิน เดอ บรอยน์ ถ่ายบอลออกด้านซ้ายให้ แฟร์นานดินโญ่ แตะบอลหนี ดาเนียล การ์บาฆาล ตัดเข้ามากดด้วยขวาเต็มข้อ บอลถากเสาแรกออกไปอย่างน่าเสียดาย

หมดครึ่งแรก เรอัล มาดริด นำ แมนฯ ซิตี้ 1-0

 

ครึ่งหลัง

น.51 เรอัล มาดริด ยังเป็นฝ่ายสร้างสรรค์โอกาสลุ้นได้จากจังหวะที่ ดาเนียล การ์บาฆาล จ่ายบอลทะลุช่องเข้าเขตโทษด้านขวาให้ เฆเซ่ โรดริเกซ หลุดเข้าไปตวัดยิงด้วยขวาตามน้ำ แต่บอลโด่งข้ามคาน

น.52 เรอัล มาดริด หวิดที่จะบวกสกอร์เพิ่มได้อีกลูก จากจังหวะที่ แกเร็ธ เบล ตักบอลข้ามแผงหลังทีมเยือนให้ ลูก้า โมดริช หลุดกัปดักล้ำหน้าเข้าเขตโทษ ก่อนดูดบอลลงคนเดียวโด่งๆ แล้วบรรจงแปด้วยขวา แต่โดน โจ ฮาร์ท ออกมาบล็อกได้ทัน

น.55 เรอัล มาดริด ทำเกมรุกหาโอกาสลุ้นประตูเพิ่มได้อีกครั้ง จากจังหวะที่ ดาเนียล การ์บาฆาล เปิดบอลจากสุดเส้นหลังด้านขวาเข้าเขตโทษให้ โรนัลโด้ เทกตัวขึ้นโหม่งที่เสาสอง บอลย้อนทางไปอีกฝั่ง แต่ โจ ฮาร์ท ยังพุ่งรับเอาไว้ได้

น.59 เรอัล มาดริด ยังหาโอกาสลุ้นจบสกอร์ได้เรื่อยๆ ได้ลุ้นอีกครั้งจากจังหวะที่ ลูคัส บาซเกซ จ่ายบอลทะลุช่องตัดหลังแนวรับทีมเยือนให้ โรนัลโด้ หลุดเข้าไปตวัดยิงด้วยขวาในเขตโทษ แต่ยังไม่ผ่านมือ โจ ฮาร์ท

น.64 เรอัล มาดริด แทบจะเป็นฝ่ายขึงเกมรุกอยู่ฝ่ายเดียว มีโอกาสเกือบได้ประตูเพิ่มจากลูกเตะมุมทางด้านซ้าย โทนี่ โครส เปิดโค้งเข้าเขตโทษให้ แกเร็ธ เบล เทกตัวขึ้นโหม่ง บอลเปลี่ยนทางไปชนคานอย่างน่าเสียดาย

น.84 แมนฯ ซิตี้ ที่บุกได้ค่อนข้างน้อย ได้ลุยขึ้นมาทางด้านซ้ายก่อนที่ ราฮีม สเตอร์ลิ่ง จะโดน ลูคัส บาซเกซ พุ่งเสียบล้มคว่ำ ได้ฟรีคิกทางเส้นหลังด้านซ้าย เควิน เดอ บรอยน์ หลอกยิงยัดเสาแรกทันที แต่บอลพุ่งเข้าข้างตาข่าย

จบเกม 90 นาที เรอัล มาดริด เปิดบ้านเฉือนเอาชนะ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ 1-0 รวมผล 2 นัดชนะด้วยสกอร์นี้ ผ่านเข้าสู่รอบชิงชนะเลิศ เข้าไปทำศึก “มาดริด ดาร์บี้” กับ แอตเลติโก มาดริด ทีมเพื่อนร่วมเมืองในวันที่ 28 พฤษภาคม นี้ ที่สนาม ซาน ซิโร่ ประเทศอิตาลี
รายชื่อผู้เล่น เรอัล มาดริด (4-3-3) เคย์เลอร์ นาบาส – ดาเนียล การ์บาฆาล, เปเป้, เซร์คิโอ รามอส, มาร์เซโล่ – ลูก้า โมดริช (มาเตโอ โควาซิช น.88), โทนี่ โครส, อิสโก้ (ฮาเมส โรดริเกซ น.67) – แกเร็ธ เบล, คริสเตียโน่ โรนัลโด้, เฆเซ่ โรดริเกซ (ลูคัส บาซเกซ น.56)
รายชื่อผู้เล่น แมนเชสเตอร์ ซิตี้ (4-2-3-1) โจ ฮาร์ท – บาการี่ ซาญ่า, แว็งซ็องต์ ก็องปานี (เอเลียควิม ม็องกาล่า น.10), นิโคลัส โอตาเมนดี้, กาแอล กลิชี่ – แฟร์นานโด, แฟร์นานดินโญ่ – เฆซุส นาบาส (เคเลชี่ อีเฮียนาโช่ น.69), ยาย่า ตูเร่ (ราฮีม สเตอร์ลิ่ง น.61), เควิน เดอ บรอยน์ – เซร์คิโอ อเกวโร่